ออกแบบชีวิตด้วยทาน

การที่มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่ได้นั้นก็ด้วยการให้ เมื่อเกิดมาเราไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ถ้าพ่อแม่ของเรา

ไม่ได้ให้ความรัก ความเมตตาและการเลี้ยงดู เราคงไม่สามารถก้าวผ่านวันเวลาในครั้งเป็นทารกมา

ยืนหยัดอยู่ได้จนทุกวันนี้ การให้จึงมีคุณค่าอย่างที่ไม่อาจจะประมาณค่าได้ สำหรับทุกชีวิต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ให้ เพราะการให้ทานอยู่เสมอ ๆ จะเปลื่ยนแปลงชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

เป็นอัศจรรย์

การให้ทานเป็นการเอาชนะความตระหนี่ เมื่อเราให้ทานอยู่เป็นนิจ กระแสบุญจากการให้

จะเข้ามาแทนที่ ทำให้ความตระหนี่หลุดร่อนออกจากใจ บุญจะไปดึงคุณสมบัติต่าง ๆ

ให้ไหลเข้ามาหาเราอย่างอัศจรรย์ การให้ทานจึงเป็นวิธีการออกแบบชีวิตให้เราพร้อมด้วย

สมบัติทั้ง 3 คือ มนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ดังเรื่องราวในสุมนาสูตร ดังนี้

 

ในสมัยพระกัสสปสัมนาสัมพุทธเจ้า มีภิกษุ 2 รูป ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสองเป็นผู้มีศิล

ที่บริสุทธิ์และมีปัญญาที่อมรมมาตีแล้วเสมอกัน รูปหนึ่งทำทานอยู่เสมอ แต่อีกรูปไม่ทำทาน

เมื่อภิกษุ 2 รูป นี้มรณภาพแล้ว ได้เกิดมาเป็นมนุษย์บ้าง เป็นเทวดาบ้าง ภิกษุที่เคยสร้างทาน

กุศลไว้ได้ไปเกิดในตระกูลสูง สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์มากกว่าภิกษุที่มิได้สร้างทานกุศลไว้

ทุกชาติตลอดพุทธันดร

 

เมื่อถึงสมัยพระเจ้าสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุรูปที่เคยบำเพ็ญทานกุศลไว้ได้เกิดเป็น

พระโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งเมืองสาวัตถี เมื่อประสูติแล้วได้บรรทมอยู่ใน

พระอู่ทองภายใต้เศวตฉัตร ส่วนรูปที่ไม่เคยสร้างทานกุศล ได้เกิดเป็นลูกของพระพี่เลี้ยง

นอนอยู่ในเปลธรรมดาข้าง ๆ เปลพระโอรสนั้น ด้วยบุญที่ทำมาในอดีตชาติ ทั้งคู่จึงสามารถ

ระลึกชาติได้ และสนทนากันถึงเรื่องความแตกต่างของฐานะ

พระราชธิดาสุมนา ซึ่งเป็นพระภคินี (พี่สาว) ได้ยินถ้อยคำนั้น จึงเสร็จไปกราบทูลถาม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

 

“ถ้าสาวกของพระองค์ 2 คน มีศรัทธา มีศิล มีปัญญาเท่า ๆ กัน

คนหนึ่งทำทาน แต่อีกคนหนึ่งไม่ทำ เมื่อตายไปแล้ว ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เทวดา หรือออกบวช

เหมือนกัน จะมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างหรือไม่”

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

 

“มนุษย์ เทวดา หรือ บรรพชิต ผู้ทำทานกุศล ย่อมได้รับของ

เลิศกว่า ผู้ไม่ทำทานกุศล 5 ประการได้แก่ อายุ วรรณะ สุข ยศ และ อธิปไตย” (ความเป็นใหญ่)

 

และตรัสว่า

 

“สมควรแท้ที่คนทั้งหลายจะให้ทาน สมควรแท้ที่คนทั้งหลายจะทำบุญ

เพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่เทวดา มนุษย์ และบรรพชิต”