อานิสงส์ของการให้ทาน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอานิสงส์ของทานไว้ในสีหสูตรว่า

 

1. ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ที่ชอบใจของคนเป็นอันมาก

2. คนดีเป็นอันมากย่อมพอใจคบหากับผู้ให้ทาน

3. ชื่อเสียงอันดีงามของผู้ให้ ย่อมฟุ้งขจรไป

4. ผู้ให้ย่อมแกล้วกล้าอาจหาญ ไม่เก้อเขินในที่ประชุมชน

5. เมื่อละจากโลกนี้ ผู้ให้ย่อมบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์

 

อานิสงส์ 4 ประการแรกส่งผลในชาติปัจจุบัน ประการสุดท้ายส่งผลในชาติหน้า

 

นอกจากนี้ ทานอย่างอย่างยังมีอานิสงส์ที่เด่นชัดอยู่ในตัวเอง เมื่อเรานั้นทำทานแล้ว

แม้ไม่ได้อธิษฐานก็ตาม บุญก็จะส่งผลตามลักษณะของท่าน ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้

ใน กินททสูตร ว่า

“ผู้ให้อาหาร ชื่อว่าให้กำลัง ผู้ให้ผ้า ชื่อว่าให้วรรณะ ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข
ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ และผู้ให้ที่พักอาศัย ชื่อว่าให้ทุกอย่าง ส่วนให้ธรรมทาน
ชื่อว่าให้อมฤตธรรม”

การให้ทานที่มีอานิสงส์มาก

การให้ที่ได้บุญมาก มีผลนับประมาณมิได้ ตามหลักของพระพุทธศาสนา

จะต้องครบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ

 

1. วัตถุบริสุทธิ์ หมายถึง สิ่งของที่นำมาทำทาน หามาได้โดยชอบธรรม ไม่ได้ลักขโมยมา

2. บุคคลบริสุทธิ์ หมายถึง ทั้งผู้รับและผู้ให้มีศิล มีธรรม ตามเพศภาวะของตน

3. เจตนาบริสุทธิ์ หมายถึง มีเจตนาให้ด้วยความเลื่อมใส ศรัทธา เชื่อในผลของทาน ทั้งก่อนให้

ขณะให้ และหลังจากให้แล้ว

 

นอกจากนี้ การให้ทานจะได้บุญมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ให้อีกด้วย

ถ้าให้ทานแบบเฉพาะเจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เรียกว่า “ปาฏิปุคลิกทาน” จะได้บุญ

น้อยกว่าให้ทานแก่หมู่คณะ โดยไม่เจาะจงผู้ใดผู้หนึ่ง ที่เรียกว่า “สังฆทาน”

ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับรองไว้ว่า

 

สังฆทานเป็นประมุขของผู้หวังบุญ พระสงฆ์นั่นแหล่ะเป็นประมุขของผู้บูชา
และเป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีเนื้อนาบุญใดยิ่งใหญ่กว่า